อีกเพียงไม่กี่วัน ปีเสือดุก็จะผ่านไปแล้ว และก็ย่างเข้าสู่ปีกระต่าย
แต่ก็ไม่รู้ว่าปีกระต่ายที่กำลังจะมาถึงนั้นจะเป็นกระต่ายดุอีกหรือเปล่า
ตลอดปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหานานับประการ
และที่ร้ายแรงมาตลอดปีก็คงหนีไม่พ้น "ความแตกต่างทางความคิด" ทางด้านการเมือง
ถ้ามันจะเป็นเพียงแค่ความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองโดยที่ไม่แตกแยก มันก็จะเป็นอะไรที่ดีเยี่ยม เพราะประเทศเราอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ทุกคนย่อมมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบกฏหมาย
แต่ที่เกิดขึ้นมาตลอดปีนั่นกลับ"ไม่ใช่"
เพราะไม่เพียงแค่ความแตกต่างเท่านั้น แต่มันกลับนำไปสู่"ความแตกแยก"ทางสังคมด้วย
จริงอยู่ว่าการแสดงออกซึ่งความนิยมชมชอบ หรือการฝักใฝ่ทางด้านการเมืองย่อมมีสิทธิ์ที่จะกระทำได้ หากทำภายใต้กฏหมายที่ได้ระบุไว้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดปีนั้น ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ากลุ่มบางกลุ่มกำลังต้องการให้ความแตกแยกนี้ร้ายลึกจนถึงขั้นแบ่งแยกประเทศ
แม้อาจจะดูว่าเป็นการกล่าวหาที่ดูเกินจริงไปหรือเปล่า แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ต้องการทำให้ประเทศแตกร้าวลึกจนถึงขั้นเปลี่ยนระบอบการปกครอง
สิ่งเลวร้ายที่คนไทยแทบทั้งประเทศคงไม่มีวันลืมได้คือเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งออกมาเรียกร้องหาความเป็นประชาธิปไตย โดยการกระทำขั้นสูงสุด "เผาบ้านเผาเมือง"
แม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นทางการจะยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั้งหมด แต่เหตุการณ์นี้มันสมควร"ประณาม"มากกว่าจะ"สงสาร" ผู้ที่ถูกดำเนินคดี
จะเรียกร้องอะไรก็ตามแต่ จะปิดถนนสร้างความเดือดร้อนขนาดไหน หรือแม้แต่ใช้ความเป็นพวกมากเที่ยวกร่างไปทั่วท้องถนน แต่การเผาบ้านเผาเมือง นับเป็นการกระทำที่"ไม่มีความจำเป็นต่อการให้อภัย"
และหลังจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายในครั้งนั้น มันก็มีเหตุการณ์ที่แม้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็น"เข็มเล็กๆ" ที่คอยทิ่มแทงประเทศและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หากสิ่งที่พวกเขาต้องการยังไม่สำเร็จ
ในปีหน้าถึงแม้ว่าตามสถานการณ์แล้วอาจจะไม่มีอะไรรุนแรงเท่ากับปีนี้ แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะบางครั้ง "หมาจนตรอก" มันทำได้ทุกอย่าง
ปีนี้ได้แสดงศักยภาพแล้วว่าพวกเขาย่อมทำได้ทุกอย่างเพียงเพื่อความต้องการของคนนอกประเทศเพียงคนเดียว และในปีหน้าไม่เพียงแต่พวกที่ยังหลงใหลในความมืดดำของความอธรรม ผนวกกับพวกที่ต้องการขึ้นมาใหญ่แทนที่โดยใช้ชื่อของคนหนึ่งคนหากินไปเรื่อยๆ เหตุการณ์เลวร้ายอาจจะกลับมาอีกครั้ง และมันอาจจะร้ายแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้น
ถ้าไม่อยากให้ความเลวร้ายกลับมาอีกครั้ง อย่าเพียงแค่สวดมนต์ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง แต่ควรจะใส่ใจและให้ความสนใจ พร้อมกับร่วมมือร่วมใจช่วยกันดูแลไม่ให้พวกอธรรมมาเหิมเกริมกระทำการอันบ้าบิ่น และมาบอกในภายหลังว่ามันเป็นสิทธิ์ของพวกเขาที่จะทำได้ โดยอ้างว่าต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย
เพราะสิ่งที่พวกเขากระทำการทั้งหมด มันไม่ใช่การกระทำในระบบประชาธิปไตย แต่มันเป็นการกระทำในระบบเผด็จการคนหมู่มากที่พวกเขาเฝ้าสาดโคลนใส่คนอื่น
คนชั่ว คนเลวในบ้านเราไม่ได้มีเยอะนัก ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาช่วยกันกดคนชั่ว คนเลว ให้มันจมลงไปในดิน และอย่าให้มันกลับมาผยองแบบนี้อีก เพราะไม่อย่างนั้นต่อไปเราคงมีแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากไฟที่โหมไหม้ โดยการกระทำจากกลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือเดียว
มองมุม'ฉัน'
วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
ฟิล์ม-แอนนี่ เรื่องที่ไม่ใช่แค่เราสองสามคน(พ่อแม่ลูก)
ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วสำหรับข่าวค(ร)าวของสองคนวงการมายา 'ฟิล์มและแอนนี่' ที่ยึดพื้นที่ขาวได้อย่างเหนียวแน่น และนับวันเรื่องราวมันก็ยิ่งยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่คนที่ได้ชื่อว่า "ผู้ใหญ่" บอกออกมาเองว่าอยากให้เรื่องนี้ยุติโดยเร็ว แต่มันจะยุติได้อย่างไร ในเมื่อนับวันก็ยิ่งมีการสาวไส้เรื่องราวต่างๆขึ้นมามากมาย พร้อมกับผุดตัวละครใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่ตอนนี้บอกตรงๆว่ายังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของกรณีนี้
จากแค่เรื่องฟิล์มกับแอนนี่ ตอนนี้เริ่มกลายเป็น ฟิล์ม-แอนนี่-จุ๊น-และอีกสองคน ตามที่ผู้ใหญ่ได้เปิดเผยข้อมูลออกมา และต่างก็ตกเป็นหัวข้อสนทนาในหมู่คนแทบจะทุกวงการ แต่ดูแบบง่ายๆ การเปิดเผยข้อมูลของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าผู้ใหญ่นั้นส่งผลในด้านลบทันทีแก่ฝ่ายหญิง และถ้าไม่ใช้ภาษาสวยหรูอะไรมากมาย ในสังคมคงมีหลายๆคนมองว่าแอนนี่เป็นผู้หญิง "ไม่ดี" (ไม่อยากใช้คำที่แรงกว่านี้ แต่เชื่อว่าหลายคนคงคิดถึงคำบางคำออก)
และจากการที่ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยออกมา กระแสที่ตามมาแทบจะทันทีเช่นเดียวกันนั่นคือ "สมควรแล้วหรือที่นำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผย" โดยเฉพาะกับคนที่ก่อนหน้านี้สังคมได้ยกย่องว่าทำตัวสมกับ "ความเป็นผู้ใหญ่" แต่เพียงสองวันให้หลัง จาก "Hero" กลายเป็น He is a man? นับว่าเป็นวิธีเหยียบย่ำผู้หญิงได้อย่างร้ายกาจ เพราะเรื่องแบบนี้สังคมยังมองว่าผู้หญิงหลายใจย่อมน่าเกลียดกว่า "ผู้ชายหลายใจ" เป็นไหนๆ
และไหนจะยังมีตัวละครเพิ่มมาอีก นั่นคืออดีตนักแสดงช่องสาม "จุ๊น" ที่ตอนนี้คงเหินฟ้าไปสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพไปแล้วเรียบร้อย โดยเจ้าตัวก็ออกมาโต้ทันควันหลังจากที่ถูกเอี่ยวเข้าไปเสียเฉยๆ โดยเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับฝ่ายหญิงเลย เป็นเพียงแค่คนรู้จักเฉยๆ และเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่เรื่องราวมันไม่จบเพียงแค่นี้เพราะต่อมาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่อีกคนก็โผล่มาแถลงข่าว(รายวัน)ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่คนแรกได้บอกไปคือเรื่องจริง นักแสดงชายได้โทรมาปรึกษาเรื่องฝ่ายหญิงจริง และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนั้น
เรื่องราวเลยเริ่มลามไปใหญ่โต ต่างคนต่างมีเรื่องเล่า แฉรายวันออกมาเรื่อยๆ ถ้าเรื่องนี้เป็นฉากในละครน้ำเน่าที่ดูๆกันอยู่ เรื่องนี้คงอาจจะกวาดรางวัลมันทุกเวทีในช่วงต้นปีหน้าแน่ๆ เพราะแต่ละคนสวมบทบาทกันได้สมจริงอย่างเป็นที่สุด แต่สิ่งที่น่าขำมากถึงมากที่สุดคือ ทั้งสองสามสี่ฝ่าย (มันเยอะเหลือเกิน) ต่างลงท้ายความหมายเหมือนกันคือ "อยากให้เรื่องนี้จบ" ซึ่งมันขัดกับการกระทำอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่ทำกันอยู่เหมือนพยายามจะทำให้มีภาคต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า "สื่อฯ" จะเริ่มเบื่อกันไปเอง หรือสังคมจะเริ่มอิ่มตัวในการรับเรื่องนี้
คนที่เสพข่าวนี้ ก็คงอาจจะแบ่งเป็นสองฝ่าย หรือมากกว่านั้น แต่ทั้งนี้ทุกคนต่างมองไปที่จุดเดียวกันนั่นคือ สรุปแล้ว ใครเป็นพ่อของเด็กชายไร้เดียงสา "เหยื่อของผู้ใหญ่" ตัวจริง เด็กชายที่เกิดมาในช่วงที่สังคมช่างโสมม และเด็กคนนี้อาจโชคร้ายไปหน่อยตรงที่ดันเกิดมาเป็นลูกของ "คนมายา" ที่ดันทำผิดศีลธรรม หลายคนออกมาบอกว่าสงสารเด็ก แต่ไม่เห็นจะมีใครแสดงความจริงใจว่าสงสารเด็กจริงๆ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่างก็ทำทุกๆอย่างที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบที่สุด โดยไม่สนใจว่าอนาคตเด็กชายไร้เดียงสาคนนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้างและจะมีชีวิตอย่างไร
ถ้าอยากให้เรื่องนี้ยุติ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหยุดให้ได้ โดยเฉพาะ "สื่อมวลชน" ที่ต้องหันกลับมามองว่าแท้ที่จริงแล้ววิชาชีพสื่อมวลชนนั้นคืออะไรกันแน่ กลับมาทบทวนจรรยาบรรณของสื่อฯว่าคืออะไร กลับมามองดูว่าหน้าที่ที่แท้จริงของอาชีพนี้คืออะไร กรุณาหยุดอ้างว่า "ต้องทำตามหน้าที่" เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเกินเลยคำว่าหน้าที่ไปแล้ว มันเหมือนกับทำเพื่อ "ความสะใจ" โดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิส่วนบุคคล ไม่คำนึงถึงหลักจรรยาบรรณของสื่อฯ
เราซึ่งเรียนมาทางสื่อมวลชนโดยตรง แม้ว่าในตอนนี้จะไม่ได้ประกอบอาชีพนี้ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ร่ำเรียนมาและจำได้ขึ้นใจนั่นคือ "สื่อมวลชน" คือ "สุนัขเฝ้าบ้าน" เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น หน้าที่ของสื่อฯที่ได้ชื่อว่าเป็น "ฐานันดรที่สี่" ของสังคมจะต้องเห่าเพื่อบอกให้เจ้าบ้านได้รู้ถึงสิ่งผิดปกตินั่น โดยอยู่บนพื้นฐานการเคารพสิทธิส่วนบุคคล แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็น "สุนัขล่าเนื้อ" ที่พร้อมจะออกล่าเหยื่อที่สามารถล่าได้ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและความเหมาะสม และยังมีบางส่วนเป็น "สุนัขรับใช้" ที่อ้าปากเพียงรอชิ้นเนื้อโดยไม่สนว่าชิ้นเนื้อนั้นจะได้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ จนสุดท้ายแล้วไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ความรับผิดชอบในการนำเสนอก็จะหายออกไปจากจิตสำนึก หรือเข้าใจง่ายๆคือ "ปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว"
เรื่องนี้เริ่มต้นเพราะสื่อฯ ฉะนั้น สื่อฯก็ควรจบเรื่องนี้ด้วยความรับผิดชอบและความถูกต้องเช่นกัน และสังคมเองก็ควรจะหันไปสนใจเรื่องที่สมควรจะสนใจมากกว่าเรื่องของคน "มายา"
(ข้อความทั้งหมดเกิดขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัว และไม่มีเจตนาจะพาดพิงใครให้เสียหาย หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยคะ)
จากแค่เรื่องฟิล์มกับแอนนี่ ตอนนี้เริ่มกลายเป็น ฟิล์ม-แอนนี่-จุ๊น-และอีกสองคน ตามที่ผู้ใหญ่ได้เปิดเผยข้อมูลออกมา และต่างก็ตกเป็นหัวข้อสนทนาในหมู่คนแทบจะทุกวงการ แต่ดูแบบง่ายๆ การเปิดเผยข้อมูลของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าผู้ใหญ่นั้นส่งผลในด้านลบทันทีแก่ฝ่ายหญิง และถ้าไม่ใช้ภาษาสวยหรูอะไรมากมาย ในสังคมคงมีหลายๆคนมองว่าแอนนี่เป็นผู้หญิง "ไม่ดี" (ไม่อยากใช้คำที่แรงกว่านี้ แต่เชื่อว่าหลายคนคงคิดถึงคำบางคำออก)
และจากการที่ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยออกมา กระแสที่ตามมาแทบจะทันทีเช่นเดียวกันนั่นคือ "สมควรแล้วหรือที่นำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผย" โดยเฉพาะกับคนที่ก่อนหน้านี้สังคมได้ยกย่องว่าทำตัวสมกับ "ความเป็นผู้ใหญ่" แต่เพียงสองวันให้หลัง จาก "Hero" กลายเป็น He is a man? นับว่าเป็นวิธีเหยียบย่ำผู้หญิงได้อย่างร้ายกาจ เพราะเรื่องแบบนี้สังคมยังมองว่าผู้หญิงหลายใจย่อมน่าเกลียดกว่า "ผู้ชายหลายใจ" เป็นไหนๆ
และไหนจะยังมีตัวละครเพิ่มมาอีก นั่นคืออดีตนักแสดงช่องสาม "จุ๊น" ที่ตอนนี้คงเหินฟ้าไปสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพไปแล้วเรียบร้อย โดยเจ้าตัวก็ออกมาโต้ทันควันหลังจากที่ถูกเอี่ยวเข้าไปเสียเฉยๆ โดยเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับฝ่ายหญิงเลย เป็นเพียงแค่คนรู้จักเฉยๆ และเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่เรื่องราวมันไม่จบเพียงแค่นี้เพราะต่อมาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่อีกคนก็โผล่มาแถลงข่าว(รายวัน)ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่คนแรกได้บอกไปคือเรื่องจริง นักแสดงชายได้โทรมาปรึกษาเรื่องฝ่ายหญิงจริง และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนั้น
เรื่องราวเลยเริ่มลามไปใหญ่โต ต่างคนต่างมีเรื่องเล่า แฉรายวันออกมาเรื่อยๆ ถ้าเรื่องนี้เป็นฉากในละครน้ำเน่าที่ดูๆกันอยู่ เรื่องนี้คงอาจจะกวาดรางวัลมันทุกเวทีในช่วงต้นปีหน้าแน่ๆ เพราะแต่ละคนสวมบทบาทกันได้สมจริงอย่างเป็นที่สุด แต่สิ่งที่น่าขำมากถึงมากที่สุดคือ ทั้งสองสามสี่ฝ่าย (มันเยอะเหลือเกิน) ต่างลงท้ายความหมายเหมือนกันคือ "อยากให้เรื่องนี้จบ" ซึ่งมันขัดกับการกระทำอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่ทำกันอยู่เหมือนพยายามจะทำให้มีภาคต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า "สื่อฯ" จะเริ่มเบื่อกันไปเอง หรือสังคมจะเริ่มอิ่มตัวในการรับเรื่องนี้
คนที่เสพข่าวนี้ ก็คงอาจจะแบ่งเป็นสองฝ่าย หรือมากกว่านั้น แต่ทั้งนี้ทุกคนต่างมองไปที่จุดเดียวกันนั่นคือ สรุปแล้ว ใครเป็นพ่อของเด็กชายไร้เดียงสา "เหยื่อของผู้ใหญ่" ตัวจริง เด็กชายที่เกิดมาในช่วงที่สังคมช่างโสมม และเด็กคนนี้อาจโชคร้ายไปหน่อยตรงที่ดันเกิดมาเป็นลูกของ "คนมายา" ที่ดันทำผิดศีลธรรม หลายคนออกมาบอกว่าสงสารเด็ก แต่ไม่เห็นจะมีใครแสดงความจริงใจว่าสงสารเด็กจริงๆ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่างก็ทำทุกๆอย่างที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบที่สุด โดยไม่สนใจว่าอนาคตเด็กชายไร้เดียงสาคนนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้างและจะมีชีวิตอย่างไร
ถ้าอยากให้เรื่องนี้ยุติ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหยุดให้ได้ โดยเฉพาะ "สื่อมวลชน" ที่ต้องหันกลับมามองว่าแท้ที่จริงแล้ววิชาชีพสื่อมวลชนนั้นคืออะไรกันแน่ กลับมาทบทวนจรรยาบรรณของสื่อฯว่าคืออะไร กลับมามองดูว่าหน้าที่ที่แท้จริงของอาชีพนี้คืออะไร กรุณาหยุดอ้างว่า "ต้องทำตามหน้าที่" เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเกินเลยคำว่าหน้าที่ไปแล้ว มันเหมือนกับทำเพื่อ "ความสะใจ" โดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิส่วนบุคคล ไม่คำนึงถึงหลักจรรยาบรรณของสื่อฯ
เราซึ่งเรียนมาทางสื่อมวลชนโดยตรง แม้ว่าในตอนนี้จะไม่ได้ประกอบอาชีพนี้ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ร่ำเรียนมาและจำได้ขึ้นใจนั่นคือ "สื่อมวลชน" คือ "สุนัขเฝ้าบ้าน" เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น หน้าที่ของสื่อฯที่ได้ชื่อว่าเป็น "ฐานันดรที่สี่" ของสังคมจะต้องเห่าเพื่อบอกให้เจ้าบ้านได้รู้ถึงสิ่งผิดปกตินั่น โดยอยู่บนพื้นฐานการเคารพสิทธิส่วนบุคคล แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็น "สุนัขล่าเนื้อ" ที่พร้อมจะออกล่าเหยื่อที่สามารถล่าได้ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและความเหมาะสม และยังมีบางส่วนเป็น "สุนัขรับใช้" ที่อ้าปากเพียงรอชิ้นเนื้อโดยไม่สนว่าชิ้นเนื้อนั้นจะได้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ จนสุดท้ายแล้วไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ความรับผิดชอบในการนำเสนอก็จะหายออกไปจากจิตสำนึก หรือเข้าใจง่ายๆคือ "ปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว"
เรื่องนี้เริ่มต้นเพราะสื่อฯ ฉะนั้น สื่อฯก็ควรจบเรื่องนี้ด้วยความรับผิดชอบและความถูกต้องเช่นกัน และสังคมเองก็ควรจะหันไปสนใจเรื่องที่สมควรจะสนใจมากกว่าเรื่องของคน "มายา"
(ข้อความทั้งหมดเกิดขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัว และไม่มีเจตนาจะพาดพิงใครให้เสียหาย หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยคะ)
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
ฟิล์ม-แอนนี่ กรณีที่มองมุมฉัน
ตกเป็นข่าวใหญ่สุดๆแห่งปีนี้เลยก็ว่าได้สำหรับกรณีของฟิล์ม รัฐภูมิ นักร้องนักแสดงหนุ่มย่านลาดพร้าว ที่จู่ๆก็มีลูกชายวัยสามเดือน ซึ่งฝ่ายหญิงที่ตกเป็นข่าวด้วยกันคือแอนนี่ บรู๊ค นักแสดงสาวที่โด่งดังมาจากภาพยนตร์ 'เชอรี่ แอน'
จนถึงตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ออกมาให้สัมภาษณ์และเปิดเผยถึงเรื่องราวเกือบจะทั้งหมด หลากหลายสำนักข่าวทั่วฟ้าเมืองไทยคงประโคมข่าวกันอย่างเมามันไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย และส่วนใหญ่ผู้คนก็คงได้อ่านและได้ดูการให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่าย ที่ถึงแม้จะทำกันคนละวันและคนละสถานที่ แต่ทั้งคู่ก็ได้ไขข้อข้องใจได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่ามันจะยังดูไม่กระจ่างชัดเท่าไหร่นัก
จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นในสังคมไทยซะจนแบบว่าเกือบจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
เพราะเดี๋ยวนี้คู่รักต่างชอบทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด นี่ถ้าสองคนนี้ไม่ใช่คนดังก็คงไม่มีอะไรที่แปลกแตกต่างออกไป แต่เพราะทั้งคู่เป็นคนดัง เป็นคนที่สังคมรู้จัก โดยเฉพาะฝ่ายชายที่เป็นถึงนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของเมืองไทย การเป็นข่าวแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่แย่ แย่ และแย่ ในความคิดของคนส่วนใหญ่
แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าฉันเองจะมองว่ามันเป็นเรื่องไม่เสียหาย
ใช่! มันเป็นเรื่องที่เสียหายมากๆ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้มันเกิดขึ้น เพราะยังไงซะเราก็ยังคงอยู่ในสังคมไทย สังคมที่ยังมีกรอบ มีความเหมาะสมตีเส้นไว้อยู่แม้ว่ามันจะเบาบางมากเหลือเกิน
ครั้นจะมาค้นหาว่าทำไมตอนนั้นไม่ป้องกันก็เสียเวลาเปล่า
ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว และก็เป็นเรื่องของคนสองคน ณ เวลานั้น
แต่ที่มันเป็นเรื่องขนาดนี้เพราะว่า...สังคมต้องการความเป็นลูกผู้ชาย
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้...ชั่วแวบแรกสังคมจะต้องประนามการกระทำของฝ่ายชายก่อน เพราะถ้าเอาไม่แบบคำสวยหรู การออกมาให้สัมภาษณ์ของฝ่ายชายถือว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ
เพราะการที่บอกว่าตรวจDNA นั่นเท่ากับว่าไม่เชื่อว่าฝ่ายหญิงมีตนเพียงคนเดียว ถือเป็นการหยามเกียรติฝ่ายหญิง
แต่ถ้าลองมองกลับกันล่ะ?
สังคมสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่กันแบบใส่หน้ากากเข้าหากัน ใครมีผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุดก็จะได้รับการเชิดชู การให้เกียรติ(อันจอมปลอม) มากกว่าคนอื่น
และอย่างในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ตัวอย่างมีให้เห็นเกลื่อนละครไทย เมื่อตัวร้ายต้องการจะจับพระเอกและถ้าประจวบเหมาะที่ท้องกับคนอื่นและพยายามสวมรอยหรือสร้างสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้พระเอกเชื่อว่าลูกในนั้นคือลูกของตน
มันก็ไม่แปลกที่จะใช้การตรวจDNA เป็นตัวพิสูจน์
แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ย่อมรู้ดีที่สุดก็คือบุคคลทั้งสองคนเท่านั้น
จะใช่หรือไม่ใช่ลูกนั่นก็อีกประเด็น
แต่ตอนนี้หลังจากที่ฝ่ายหญิงได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว บอกตรงๆ ซื่อๆเลยว่า
"ฝ่ายชายงานเข้าเต็มๆ"
อาจเพราะการรับมือของทั้งทางด้านครอบครัว ทางบริษัทในเรื่องนี้มันพลาด..พลาดตรงที่ไม่กล้าให้ออกมายืดอกยอมรับอย่างลูกผู้ชาย ทำให้ฝ่ายชายติดภาพลบจากสังคมไปแล้วระดับหนึ่ง
และยิ่งฝ่ายหญิงออกมาบอกว่าไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น นั่นยิ่งทำให้สังคมลงโทษฝ่ายชายหนักยิ่งขึ้น
แล้วถ้าตอนนี้ออกมายอมรับอย่างเต็มภาคภูมิล่ะ?
สาย!!! คงสายไปแล้วที่จะทำแบบนั้น
เพราะการออกมายอมรับหลังจากที่ฝ่ายหญิงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ จะยิ่งทำให้สังคมมองว่าฝ่ายชายหมดหนทางและฝ่ายชายกำลังฟอกตัวใหม่ ง่ายๆสั้นๆ "แก้ตัว" แค่นั้นเอง
แต่....ยังไงซะถ้าทำแบบนั้น อย่างน้อยก็อาจจะทำให้จากติดลบร้อย อาจเหลือลงสักติดลบ98
ได้คืนมาสองก็ยังดีกว่าไม่ได้คืนเลย
เหตุการณ์นี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย
มีกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เยอะ แต่ก็เคยมีมาแล้ว
และทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ในกรณีครั้งแรกที่ต้องออกมาพูดนั่นคือ
"การพูดความจริง"
ยังไงซะความจริงก็เป็นสิ่งไม่ตาย ไม่รู้วันนี้ วันใดวันหนึ่งข้างหน้าก็ต้องรู้
กรณีนี้ฉันเองไม่ต้องการตามหาหรอกว่าใครถูกใครผิด
ฉันหวังแค่ว่ากรณีนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้
เพราะจะไปห้าม หรือหวังไม่ให้เกิดเลยคงยาก...เพราะคนเดี๋ยวนี้มักง่าย
จากใจจริง ฉันเข้าใจถึงเหตุผลทั้งสองฝ่าย
แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันขอยกย่องให้กับแอนนี่ บรู๊ค ก็คือ...เพราะรักเธอถึงทำแบบนี้
และฉันก็หวังว่าสื่อฯทุกแขนง จะนำเสนอข่าวนี้พร้อมกับข้อคิดของความรักในสังคมปัจจุบัน
ซึ่งเราอาจจะใช้กรณีนี้ในการบอกสังคมได้ว่า...อย่าทำอะไรนอกรีตนอกทาง
หรือง่ายๆ
"อย่าชิงสุกก่อนห่าม"
ทิ้งท้าย...ทุกตัวอักษรที่เกิดขึ้นในบล๊อกนี้เป็นเพียงความคิดและมองจากมุมของฉันเท่านั้น
หากบางคำ บางข้อความ ทำให้เกิดความขุ่นเคืองทางด้านอารมณ์
ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
แต่ก็อย่างที่เคยบอกไว้ในเอนทรี่แรกแล้ว....ถ้าไม่รู้ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านล่ะ
^^v
จนถึงตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ออกมาให้สัมภาษณ์และเปิดเผยถึงเรื่องราวเกือบจะทั้งหมด หลากหลายสำนักข่าวทั่วฟ้าเมืองไทยคงประโคมข่าวกันอย่างเมามันไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย และส่วนใหญ่ผู้คนก็คงได้อ่านและได้ดูการให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่าย ที่ถึงแม้จะทำกันคนละวันและคนละสถานที่ แต่ทั้งคู่ก็ได้ไขข้อข้องใจได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่ามันจะยังดูไม่กระจ่างชัดเท่าไหร่นัก
จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นในสังคมไทยซะจนแบบว่าเกือบจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
เพราะเดี๋ยวนี้คู่รักต่างชอบทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด นี่ถ้าสองคนนี้ไม่ใช่คนดังก็คงไม่มีอะไรที่แปลกแตกต่างออกไป แต่เพราะทั้งคู่เป็นคนดัง เป็นคนที่สังคมรู้จัก โดยเฉพาะฝ่ายชายที่เป็นถึงนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของเมืองไทย การเป็นข่าวแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่แย่ แย่ และแย่ ในความคิดของคนส่วนใหญ่
แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าฉันเองจะมองว่ามันเป็นเรื่องไม่เสียหาย
ใช่! มันเป็นเรื่องที่เสียหายมากๆ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้มันเกิดขึ้น เพราะยังไงซะเราก็ยังคงอยู่ในสังคมไทย สังคมที่ยังมีกรอบ มีความเหมาะสมตีเส้นไว้อยู่แม้ว่ามันจะเบาบางมากเหลือเกิน
ครั้นจะมาค้นหาว่าทำไมตอนนั้นไม่ป้องกันก็เสียเวลาเปล่า
ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว และก็เป็นเรื่องของคนสองคน ณ เวลานั้น
แต่ที่มันเป็นเรื่องขนาดนี้เพราะว่า...สังคมต้องการความเป็นลูกผู้ชาย
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้...ชั่วแวบแรกสังคมจะต้องประนามการกระทำของฝ่ายชายก่อน เพราะถ้าเอาไม่แบบคำสวยหรู การออกมาให้สัมภาษณ์ของฝ่ายชายถือว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ
เพราะการที่บอกว่าตรวจDNA นั่นเท่ากับว่าไม่เชื่อว่าฝ่ายหญิงมีตนเพียงคนเดียว ถือเป็นการหยามเกียรติฝ่ายหญิง
แต่ถ้าลองมองกลับกันล่ะ?
สังคมสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่กันแบบใส่หน้ากากเข้าหากัน ใครมีผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุดก็จะได้รับการเชิดชู การให้เกียรติ(อันจอมปลอม) มากกว่าคนอื่น
และอย่างในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ตัวอย่างมีให้เห็นเกลื่อนละครไทย เมื่อตัวร้ายต้องการจะจับพระเอกและถ้าประจวบเหมาะที่ท้องกับคนอื่นและพยายามสวมรอยหรือสร้างสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้พระเอกเชื่อว่าลูกในนั้นคือลูกของตน
มันก็ไม่แปลกที่จะใช้การตรวจDNA เป็นตัวพิสูจน์
แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ย่อมรู้ดีที่สุดก็คือบุคคลทั้งสองคนเท่านั้น
จะใช่หรือไม่ใช่ลูกนั่นก็อีกประเด็น
แต่ตอนนี้หลังจากที่ฝ่ายหญิงได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว บอกตรงๆ ซื่อๆเลยว่า
"ฝ่ายชายงานเข้าเต็มๆ"
อาจเพราะการรับมือของทั้งทางด้านครอบครัว ทางบริษัทในเรื่องนี้มันพลาด..พลาดตรงที่ไม่กล้าให้ออกมายืดอกยอมรับอย่างลูกผู้ชาย ทำให้ฝ่ายชายติดภาพลบจากสังคมไปแล้วระดับหนึ่ง
และยิ่งฝ่ายหญิงออกมาบอกว่าไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น นั่นยิ่งทำให้สังคมลงโทษฝ่ายชายหนักยิ่งขึ้น
แล้วถ้าตอนนี้ออกมายอมรับอย่างเต็มภาคภูมิล่ะ?
สาย!!! คงสายไปแล้วที่จะทำแบบนั้น
เพราะการออกมายอมรับหลังจากที่ฝ่ายหญิงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ จะยิ่งทำให้สังคมมองว่าฝ่ายชายหมดหนทางและฝ่ายชายกำลังฟอกตัวใหม่ ง่ายๆสั้นๆ "แก้ตัว" แค่นั้นเอง
แต่....ยังไงซะถ้าทำแบบนั้น อย่างน้อยก็อาจจะทำให้จากติดลบร้อย อาจเหลือลงสักติดลบ98
ได้คืนมาสองก็ยังดีกว่าไม่ได้คืนเลย
เหตุการณ์นี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย
มีกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เยอะ แต่ก็เคยมีมาแล้ว
และทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ในกรณีครั้งแรกที่ต้องออกมาพูดนั่นคือ
"การพูดความจริง"
ยังไงซะความจริงก็เป็นสิ่งไม่ตาย ไม่รู้วันนี้ วันใดวันหนึ่งข้างหน้าก็ต้องรู้
กรณีนี้ฉันเองไม่ต้องการตามหาหรอกว่าใครถูกใครผิด
ฉันหวังแค่ว่ากรณีนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้
เพราะจะไปห้าม หรือหวังไม่ให้เกิดเลยคงยาก...เพราะคนเดี๋ยวนี้มักง่าย
จากใจจริง ฉันเข้าใจถึงเหตุผลทั้งสองฝ่าย
แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันขอยกย่องให้กับแอนนี่ บรู๊ค ก็คือ...เพราะรักเธอถึงทำแบบนี้
และฉันก็หวังว่าสื่อฯทุกแขนง จะนำเสนอข่าวนี้พร้อมกับข้อคิดของความรักในสังคมปัจจุบัน
ซึ่งเราอาจจะใช้กรณีนี้ในการบอกสังคมได้ว่า...อย่าทำอะไรนอกรีตนอกทาง
หรือง่ายๆ
"อย่าชิงสุกก่อนห่าม"
ทิ้งท้าย...ทุกตัวอักษรที่เกิดขึ้นในบล๊อกนี้เป็นเพียงความคิดและมองจากมุมของฉันเท่านั้น
หากบางคำ บางข้อความ ทำให้เกิดความขุ่นเคืองทางด้านอารมณ์
ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
แต่ก็อย่างที่เคยบอกไว้ในเอนทรี่แรกแล้ว....ถ้าไม่รู้ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านล่ะ
^^v
วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553
แรกเริ่มเดิมที
สวัสดีทุกคนที่หลงเข้ามายังบล๊อกนี้นะค่ะ
ขอแนะนำตัวก่อนว่า....
ดิฉัน หรือเรา หรือเค้า หรือฉันนี่ล่ะ เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งในสังคมไทย
เป็นคนตัวเล็ก ซึ่งในที่นี้หมายถึงว่า ไม่ได้คนมีอำนาจที่สามารถเบ่งกับใครได้ คนหนึ่งเท่านั้น
สาเหตุที่ฉันสร้างบล๊อกนี้ขึ้นมานั่นเป็นเพราะว่า....
บางครั้งฉันมีความคิด ฉันมีมุมมองในส่วนของฉัน
และฉันต้องการแค่ที่ระบาย หรือต้องการพื้นที่ในปลดปล่อยความคิด หรือมุมมองของฉัน
"มองมอง..'ฉัน'..."
ชื่อบล๊อกของฉันที่ไม่ได้มีความหมายอะไรซับซ้อน
เพราะมันมีความหมายในตัวเองว่า เรื่องทุกอย่างที่ถูกพิมพ์ลงบล๊อกแห่งนี้
มันมาจากความคิด และมุมมองของฉันเอง
ฉันแค่ต้องการอยากแบ่งปันความคิดและมุมมองของฉันแค่นั้น
และฉันก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาเห็นด้วย หรือมาบอกว่าความคิดของฉันถูกต้อง
เพราะบางครั้งเองฉันก็ยังสับสนและไม่มั่นใจในความคิดหรือมุมมองของฉันเหมือนกัน
สิ่งที่ฉันจะถ่ายทอดลงยังบล๊อกแห่งนี้
มันก็แค่สิ่งที่ฉันเจอมา พบมา หรือรู้มา
ไม่ว่าจะมาจากประสบการณ์โดยตรง การดูหรือรับรู้ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ
เรื่องราวในนี้มันจะครอบคลุมแทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกแห่งนี้
ทั้งเรื่องราวชีวิต ความรัก ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และอะไรอีกมากมาย
ฉันเพียงแค่หวังว่า หากท่านผู้ใดหลงเข้ามาบล๊อกของฉัน
และได้อ่านในสิ่งที่ฉันคิดหรือฉันมอง
และเมื่ออ่านจบ อย่างน้อยก็อาจจะพอได้ประโยชน์ไปบ้างแม้จะเล็กน้อยก็ตามที
และในบางเรื่องที่ถ้าอ่านแล้วมีความคิดเห็นแย้ง หรือมีมุมมองที่ต่างกันออกไป
ฉันเองก็พร้อมที่จะรับรู้ พร้อมที่จะอ่านในสิ่งที่ท่านต้องการบอก
ฉันขออย่างเดียว ขอแค่แสดงออกด้วยความสุภาพและด้วยเหตุผล อาจจะมีอารมณ์บ้างก็ได้ แต่ขอให้ควบคุมมันให้เหมาะสมก็พอ
เพราะฉันถือว่า บล๊อกนี้เป็นบล๊อกของฉัน
ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ที่ฉันยอมให้คนอื่นได้เข้ามารับรู้ด้วย
และขออภัยไว้ล่วงหน้า หากความคิดและมุมมองของฉันจะไปขัดแย้ง หรือไปทำร้าย ทำลายจิตใจและความรู้สึกของใครเข้า
ฉันเองก็เป็นคนเคารพสิทธิของผู้อื่นพอสมควร
และฉันหวังว่าฉันเองก็จะได้รับการเคารพสิทธิส่วนตัวของฉันด้วยเช่นกัน
"คิดต่างได้ แต่อย่าแตกแยก"
สังคมประชาธิปไตยในความคิดของฉัน ก็คือการที่ทุกคนในสังคมย่อมมีอิสระเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมายและตามจิตสำนึกของแต่ละบุคคล ขอเพียงแค่ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันจนน่าเกลียด
เอาง่ายๆ แชร์ได้ เห็นต่างได้ แต่ต้องไม่ชวนทะเลาะแบบขาดสติและไร้เหตุผล
เคารพซึ่งกันและกัน เพียงแค่นี้สังคมที่เน่าเฟะอยู่ทุกวันนี้ก็คงจะดีขึ้นเป็นลำดับ
เริ่มแรกก็ยาวขนาดนี้แล้ว...บอกตรงๆว่าพอได้พิมพ์แล้วมันหยุดไม่ได้
ความคิดมันไหลออกมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้คงต้องหยุดก่อน
เพราะเดี๋ยวมันจะยาวไปมากกว่านี้
ขอบคุณทุกท่านที่หลงเข้ามาบล๊อกนี้
ฉันเองจะพยายามแบ่งปันความคิดหรือมุมมองของตัวเองด้วยสติและเหตุผลให้มากที่สุดเท่าที่ผู้หญิงอายุ 24 ย่าง 25 จะทำได้
หากบางบทความมันจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ฉันเองก็ต้องขออภัยล่วงหน้า
ฉันจะพยายามระวังให้มากที่สุด
"คนไทย...ต้องรักกัน"
ขอแนะนำตัวก่อนว่า....
ดิฉัน หรือเรา หรือเค้า หรือฉันนี่ล่ะ เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งในสังคมไทย
เป็นคนตัวเล็ก ซึ่งในที่นี้หมายถึงว่า ไม่ได้คนมีอำนาจที่สามารถเบ่งกับใครได้ คนหนึ่งเท่านั้น
สาเหตุที่ฉันสร้างบล๊อกนี้ขึ้นมานั่นเป็นเพราะว่า....
บางครั้งฉันมีความคิด ฉันมีมุมมองในส่วนของฉัน
และฉันต้องการแค่ที่ระบาย หรือต้องการพื้นที่ในปลดปล่อยความคิด หรือมุมมองของฉัน
"มองมอง..'ฉัน'..."
ชื่อบล๊อกของฉันที่ไม่ได้มีความหมายอะไรซับซ้อน
เพราะมันมีความหมายในตัวเองว่า เรื่องทุกอย่างที่ถูกพิมพ์ลงบล๊อกแห่งนี้
มันมาจากความคิด และมุมมองของฉันเอง
ฉันแค่ต้องการอยากแบ่งปันความคิดและมุมมองของฉันแค่นั้น
และฉันก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาเห็นด้วย หรือมาบอกว่าความคิดของฉันถูกต้อง
เพราะบางครั้งเองฉันก็ยังสับสนและไม่มั่นใจในความคิดหรือมุมมองของฉันเหมือนกัน
สิ่งที่ฉันจะถ่ายทอดลงยังบล๊อกแห่งนี้
มันก็แค่สิ่งที่ฉันเจอมา พบมา หรือรู้มา
ไม่ว่าจะมาจากประสบการณ์โดยตรง การดูหรือรับรู้ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ
เรื่องราวในนี้มันจะครอบคลุมแทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกแห่งนี้
ทั้งเรื่องราวชีวิต ความรัก ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และอะไรอีกมากมาย
ฉันเพียงแค่หวังว่า หากท่านผู้ใดหลงเข้ามาบล๊อกของฉัน
และได้อ่านในสิ่งที่ฉันคิดหรือฉันมอง
และเมื่ออ่านจบ อย่างน้อยก็อาจจะพอได้ประโยชน์ไปบ้างแม้จะเล็กน้อยก็ตามที
และในบางเรื่องที่ถ้าอ่านแล้วมีความคิดเห็นแย้ง หรือมีมุมมองที่ต่างกันออกไป
ฉันเองก็พร้อมที่จะรับรู้ พร้อมที่จะอ่านในสิ่งที่ท่านต้องการบอก
ฉันขออย่างเดียว ขอแค่แสดงออกด้วยความสุภาพและด้วยเหตุผล อาจจะมีอารมณ์บ้างก็ได้ แต่ขอให้ควบคุมมันให้เหมาะสมก็พอ
เพราะฉันถือว่า บล๊อกนี้เป็นบล๊อกของฉัน
ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ที่ฉันยอมให้คนอื่นได้เข้ามารับรู้ด้วย
และขออภัยไว้ล่วงหน้า หากความคิดและมุมมองของฉันจะไปขัดแย้ง หรือไปทำร้าย ทำลายจิตใจและความรู้สึกของใครเข้า
ฉันเองก็เป็นคนเคารพสิทธิของผู้อื่นพอสมควร
และฉันหวังว่าฉันเองก็จะได้รับการเคารพสิทธิส่วนตัวของฉันด้วยเช่นกัน
"คิดต่างได้ แต่อย่าแตกแยก"
สังคมประชาธิปไตยในความคิดของฉัน ก็คือการที่ทุกคนในสังคมย่อมมีอิสระเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมายและตามจิตสำนึกของแต่ละบุคคล ขอเพียงแค่ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันจนน่าเกลียด
เอาง่ายๆ แชร์ได้ เห็นต่างได้ แต่ต้องไม่ชวนทะเลาะแบบขาดสติและไร้เหตุผล
เคารพซึ่งกันและกัน เพียงแค่นี้สังคมที่เน่าเฟะอยู่ทุกวันนี้ก็คงจะดีขึ้นเป็นลำดับ
เริ่มแรกก็ยาวขนาดนี้แล้ว...บอกตรงๆว่าพอได้พิมพ์แล้วมันหยุดไม่ได้
ความคิดมันไหลออกมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้คงต้องหยุดก่อน
เพราะเดี๋ยวมันจะยาวไปมากกว่านี้
ขอบคุณทุกท่านที่หลงเข้ามาบล๊อกนี้
ฉันเองจะพยายามแบ่งปันความคิดหรือมุมมองของตัวเองด้วยสติและเหตุผลให้มากที่สุดเท่าที่ผู้หญิงอายุ 24 ย่าง 25 จะทำได้
หากบางบทความมันจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ฉันเองก็ต้องขออภัยล่วงหน้า
ฉันจะพยายามระวังให้มากที่สุด
"คนไทย...ต้องรักกัน"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)