ตกเป็นข่าวใหญ่สุดๆแห่งปีนี้เลยก็ว่าได้สำหรับกรณีของฟิล์ม รัฐภูมิ นักร้องนักแสดงหนุ่มย่านลาดพร้าว ที่จู่ๆก็มีลูกชายวัยสามเดือน ซึ่งฝ่ายหญิงที่ตกเป็นข่าวด้วยกันคือแอนนี่ บรู๊ค นักแสดงสาวที่โด่งดังมาจากภาพยนตร์ 'เชอรี่ แอน'
จนถึงตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ออกมาให้สัมภาษณ์และเปิดเผยถึงเรื่องราวเกือบจะทั้งหมด หลากหลายสำนักข่าวทั่วฟ้าเมืองไทยคงประโคมข่าวกันอย่างเมามันไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย และส่วนใหญ่ผู้คนก็คงได้อ่านและได้ดูการให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่าย ที่ถึงแม้จะทำกันคนละวันและคนละสถานที่ แต่ทั้งคู่ก็ได้ไขข้อข้องใจได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่ามันจะยังดูไม่กระจ่างชัดเท่าไหร่นัก
จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นในสังคมไทยซะจนแบบว่าเกือบจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
เพราะเดี๋ยวนี้คู่รักต่างชอบทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด นี่ถ้าสองคนนี้ไม่ใช่คนดังก็คงไม่มีอะไรที่แปลกแตกต่างออกไป แต่เพราะทั้งคู่เป็นคนดัง เป็นคนที่สังคมรู้จัก โดยเฉพาะฝ่ายชายที่เป็นถึงนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของเมืองไทย การเป็นข่าวแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่แย่ แย่ และแย่ ในความคิดของคนส่วนใหญ่
แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าฉันเองจะมองว่ามันเป็นเรื่องไม่เสียหาย
ใช่! มันเป็นเรื่องที่เสียหายมากๆ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้มันเกิดขึ้น เพราะยังไงซะเราก็ยังคงอยู่ในสังคมไทย สังคมที่ยังมีกรอบ มีความเหมาะสมตีเส้นไว้อยู่แม้ว่ามันจะเบาบางมากเหลือเกิน
ครั้นจะมาค้นหาว่าทำไมตอนนั้นไม่ป้องกันก็เสียเวลาเปล่า
ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว และก็เป็นเรื่องของคนสองคน ณ เวลานั้น
แต่ที่มันเป็นเรื่องขนาดนี้เพราะว่า...สังคมต้องการความเป็นลูกผู้ชาย
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้...ชั่วแวบแรกสังคมจะต้องประนามการกระทำของฝ่ายชายก่อน เพราะถ้าเอาไม่แบบคำสวยหรู การออกมาให้สัมภาษณ์ของฝ่ายชายถือว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ
เพราะการที่บอกว่าตรวจDNA นั่นเท่ากับว่าไม่เชื่อว่าฝ่ายหญิงมีตนเพียงคนเดียว ถือเป็นการหยามเกียรติฝ่ายหญิง
แต่ถ้าลองมองกลับกันล่ะ?
สังคมสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่กันแบบใส่หน้ากากเข้าหากัน ใครมีผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุดก็จะได้รับการเชิดชู การให้เกียรติ(อันจอมปลอม) มากกว่าคนอื่น
และอย่างในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ตัวอย่างมีให้เห็นเกลื่อนละครไทย เมื่อตัวร้ายต้องการจะจับพระเอกและถ้าประจวบเหมาะที่ท้องกับคนอื่นและพยายามสวมรอยหรือสร้างสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้พระเอกเชื่อว่าลูกในนั้นคือลูกของตน
มันก็ไม่แปลกที่จะใช้การตรวจDNA เป็นตัวพิสูจน์
แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ย่อมรู้ดีที่สุดก็คือบุคคลทั้งสองคนเท่านั้น
จะใช่หรือไม่ใช่ลูกนั่นก็อีกประเด็น
แต่ตอนนี้หลังจากที่ฝ่ายหญิงได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว บอกตรงๆ ซื่อๆเลยว่า
"ฝ่ายชายงานเข้าเต็มๆ"
อาจเพราะการรับมือของทั้งทางด้านครอบครัว ทางบริษัทในเรื่องนี้มันพลาด..พลาดตรงที่ไม่กล้าให้ออกมายืดอกยอมรับอย่างลูกผู้ชาย ทำให้ฝ่ายชายติดภาพลบจากสังคมไปแล้วระดับหนึ่ง
และยิ่งฝ่ายหญิงออกมาบอกว่าไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น นั่นยิ่งทำให้สังคมลงโทษฝ่ายชายหนักยิ่งขึ้น
แล้วถ้าตอนนี้ออกมายอมรับอย่างเต็มภาคภูมิล่ะ?
สาย!!! คงสายไปแล้วที่จะทำแบบนั้น
เพราะการออกมายอมรับหลังจากที่ฝ่ายหญิงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ จะยิ่งทำให้สังคมมองว่าฝ่ายชายหมดหนทางและฝ่ายชายกำลังฟอกตัวใหม่ ง่ายๆสั้นๆ "แก้ตัว" แค่นั้นเอง
แต่....ยังไงซะถ้าทำแบบนั้น อย่างน้อยก็อาจจะทำให้จากติดลบร้อย อาจเหลือลงสักติดลบ98
ได้คืนมาสองก็ยังดีกว่าไม่ได้คืนเลย
เหตุการณ์นี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย
มีกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เยอะ แต่ก็เคยมีมาแล้ว
และทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ในกรณีครั้งแรกที่ต้องออกมาพูดนั่นคือ
"การพูดความจริง"
ยังไงซะความจริงก็เป็นสิ่งไม่ตาย ไม่รู้วันนี้ วันใดวันหนึ่งข้างหน้าก็ต้องรู้
กรณีนี้ฉันเองไม่ต้องการตามหาหรอกว่าใครถูกใครผิด
ฉันหวังแค่ว่ากรณีนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้
เพราะจะไปห้าม หรือหวังไม่ให้เกิดเลยคงยาก...เพราะคนเดี๋ยวนี้มักง่าย
จากใจจริง ฉันเข้าใจถึงเหตุผลทั้งสองฝ่าย
แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันขอยกย่องให้กับแอนนี่ บรู๊ค ก็คือ...เพราะรักเธอถึงทำแบบนี้
และฉันก็หวังว่าสื่อฯทุกแขนง จะนำเสนอข่าวนี้พร้อมกับข้อคิดของความรักในสังคมปัจจุบัน
ซึ่งเราอาจจะใช้กรณีนี้ในการบอกสังคมได้ว่า...อย่าทำอะไรนอกรีตนอกทาง
หรือง่ายๆ
"อย่าชิงสุกก่อนห่าม"
ทิ้งท้าย...ทุกตัวอักษรที่เกิดขึ้นในบล๊อกนี้เป็นเพียงความคิดและมองจากมุมของฉันเท่านั้น
หากบางคำ บางข้อความ ทำให้เกิดความขุ่นเคืองทางด้านอารมณ์
ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
แต่ก็อย่างที่เคยบอกไว้ในเอนทรี่แรกแล้ว....ถ้าไม่รู้ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านล่ะ
^^v
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น